นอกจากเมนูขึ้นชื่อของเซนไดอย่างลิ้นวัวย่าง (กิวตัน) ซุนดะ (ถั่วแระบด) และซาสะคามาโบโกะ (ลูกชิ้นปลาทรงใบไผ่) แล้ว เซนไดยังเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ทางอาหารที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลสดใหม่จากน่านน้ำซันริคุและนอกชายฝั่งคิงคะซัง ซึ่งนับเป็น 1 ใน 3 แหล่งประมงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ตลอดจนเนื้อเซนได ระดับพรีเมียม ในบทความนี้ขอรวบรวมอาหารเลิศรสและวัตถุดิบตามฤดูกาลที่คุณต้องลิ้มลองเมื่อมาเยือนเซนได!
🍴 5 เมนูเลิศรสอันเป็นเอกลักษณ์ของเซนได
1. ลิ้นวัว (กิวตัน)
หากพูดถึงอาหารที่ไม่ควรพลาดของเซนได ต้องยกให้ “ลิ้นวัว (กิวตัน)” ประวัติศาสตร์เริ่มต้นขึ้นในปี 1948 เมื่อเจ้าของร้านรุ่นแรกของร้านเก่าแก่ “Aji Tasuke” ในเซนได ได้รับแรงบันดาลใจจากสตูว์ลิ้นวัวสไตล์ตะวันตก และได้คิดค้นวิธีรับประทานลิ้นวัวให้อร่อยในแบบฉบับอาหารญี่ปุ่น
ปัจจุบันมีร้านเฉพาะทางมากกว่า 100 แห่งทั่วเมือง รวมถึงอิซากายะและร้านอาหารต่างๆ ที่คุณสามารถเพลิดเพลินกับเมนูลิ้นวัวอันเป็นเอกลักษณ์ได้!
รูปแบบยอดนิยม: “เซ็ตลิ้นวัวย่าง (Gyutan Teishoku)”
ชุดอาหารยอดนิยมประกอบด้วยลิ้นวัวหั่นหนาย่างเตาถ่านจนหอมกรุ่น เสิร์ฟคู่กับ “ซุปหางวัว” รสชาติกลมกล่อม ข้าวบาร์เลย์ที่หุงผสมข้าวขาว ผักดอง เช่น กะหล่ำปลีหรือผักกาดขาว และนัมบังมิโซะ (พริกหมักมิโซะ) รสเผ็ดจัดจ้านที่ช่วยชูรสชาติได้อย่างลงตัว
วิธีเพลิดเพลินและเอกลักษณ์เฉพาะตัว
แต่ละร้านมีระยะเวลาการบ่ม ความหนา วิธีการบั้งเนื้อ ระดับการย่าง และการปรุงรสที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากรสชาติพื้นฐานอย่าง “รสเกลือ” แล้ว ยังมี “รสมิโซะ” อีกด้วย การตระเวนชิมและเปรียบเทียบรสชาติอันพิถีพิถันของแต่ละร้านจึงเป็นอีกหนึ่งความสุขของการท่องเที่ยวเซนได
2. ซุนดะ (Zunda – ถั่วแระเขียวบดหวาน)
“ซุนดะ” คือไส้ถั่วหวานแบบดั้งเดิมของเซนไดและมิยางิ ทำจากถั่วแระเขียวต้มสุกที่แกะเปลือกและเยื่อบางๆ ออก นำมาบดละเอียดแล้วคลุกเคล้ากับน้ำตาลและเกลือเล็กน้อย มีจุดเด่นอยู่ที่สีเขียวสดใสและกลิ่นรสหอมหวานเข้มข้นของถั่วแระเขียว
เพลิดเพลินกับของหวานจากซุนดะที่มีให้ลิ้มลองเฉพาะที่เซนไดเท่านั้น ทั้ง “ซุนดะโมจิ” และ “ซุนดะดังโงะ” แบบดั้งเดิม ตลอดจน “ซุนดะเชค” ยอดนิยมสำหรับถือดื่มระหว่างเดินเล่น “ไทยากิไส้ซุนดะ” อบใหม่ๆ ชูครีม พาร์เฟต์ และโรลเค้กซุนดะ!
3. ซาสะคามาโบโกะ (Sasa-kamaboko – ลูกชิ้นปลาทรงใบไผ่)
อาหารขึ้นชื่อของมิยางิที่ทำจากเนื้อปลาสีขาวบดขึ้นรูปเป็นทรงใบไผ่ แล้วนำไปย่างจนหอมกรุ่น ตั้งชื่อโดยร้านเก่าแก่ 【Abe Kamaboko-ten】 รูปทรงใบไผ่ นี้มีที่มาจากตราประจำตระกูลดาเตะที่เป็นลายไผ่และนกกระจอก
นอกจากรสชาติดั้งเดิมที่มีเนื้อสัมผัสเด้งนุ่มและอัดแน่นด้วยความหวานกลมกล่อมของเนื้อปลาแล้ว แต่ละร้านยังมีการสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ เช่น ไส้ชีส ไส้ลิ้นวัว หรือแบบรมควัน บางร้านในตัวเมืองและบริเวณใกล้เคียงยังมีกิจกรรมให้ทดลองย่างด้วยตัวเอง เหมาะสำหรับซื้อเป็นของฝากหรือทานเล่นระหว่างเดินเที่ยว
4. เนื้อเซนได
เนื้อวัววากิวชั้นยอดที่เลี้ยงดูด้วยน้ำที่สะอาดและฟางข้าวคุณภาพสูงจากจังหวัดมิยางิซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวชั้นนำ มีเพียงเนื้อวัวที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอันเข้มงวดและได้เกรดระดับสูงสุด “A5” หรือ “B5” เท่านั้นจึงจะสามารถใช้ชื่อว่า “เนื้อเซนได” ได้
วิธีรับประทานแนะนำ
เสน่ห์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือลายไขมันแทรกชั้นเลิศที่ละลายในอุณหภูมิต่ำอย่างน่าทึ่ง นอกจากสเต๊กและเนื้อย่าง (ยากินิกุ) แล้ว หากรับประทานแบบ “ชาบูชาบู” ไขมันส่วนเกินจะละลายออกทำให้ได้รสหวานละมุนอย่างโดดเด่น หรือหากทานแบบ “สุกี้ยากี้” ซอสรสหวานเค็มและไข่ดิบจะช่วยชูรสชาติอูมามิของเนื้อให้อร่อยเข้มข้นถึงขีดสุด
5. อาหารทะเลและซูชิ
เซนไดตั้งอยู่ใกล้กับน่านน้ำ “ซันริคุและนอกชายฝั่งคิงคะซัง” ซึ่งเป็น 1 ใน 3 แหล่งประมงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกริมมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้มีอาหารทะเลสดใหม่ถูกส่งตรงมายังท่าเรือทุกวันจากท้องทะเลอันอุดมสมบูรณ์ที่มีกระแสน้ำเย็นและน้ำอุ่นไหลมาบรรจบกัน
เมนูอาหารทะเลแนะนำจะแตกต่างกันไปตามฤดูกาล แต่เคล็ดลับคือการสั่ง “อาหารทะเลจับจากน่านน้ำใกล้เคียง (Kinkaimono)” เช่น แซลมอนมิยางิ หอยนางรม และทูน่า
คำว่า “Kinkaimono” หมายถึงอาหารทะเลที่จับได้จากน่านน้ำชายฝั่งใกล้เคียง ซึ่งมักจะเสิร์ฟอย่างสดใหม่และตรงตามฤดูกาล
ลิ้มลองซูชิรสเลิศในถิ่นกำเนิดของข้าวซาซานิชิกิ
มิยางิเป็นถิ่นกำเนิดของข้าวสายพันธุ์ “ซาซานิชิกิ (Sasanishiki)” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในฐานะข้าวที่เหมาะสำหรับทำซูชิ ด้วยกลิ่นหอมเมื่อหุงสุกและเนื้อสัมผัสที่กระจายตัวในปากได้อย่างพอเหมาะ ไม่เหนียวจนเกินไป จึงเหมาะที่สุดในการทำข้าวปั้นซูชิ ขอเชิญมาสัมผัสความลงตัวระหว่างหน้าซูชิที่สดใหม่และข้าวปั้นชั้นเลิศนี้
ด้วยแหล่งประมงที่อุดมสมบูรณ์ จังหวัดมิยางิจึงมีอาหารทะเลสดใหม่หลากหลายชนิดให้เลือกลิ้มลอง ในที่นี้ขอแนะนำบางส่วนจากหลากหลายรายการยอดนิยม
แซลมอนมิยางิ (Miyagi Salmon)
“แซลมอนมิยางิ” คือแบรนด์ปลาแซลมอนสีเงินเกรดพรีเมียมที่ภาคภูมิใจของจังหวัดมิยางิ ด้วยการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดและเทคโนโลยีการรักษาความสดขั้นสูง ทำให้สามารถรับประทานแบบดิบเป็นซาชิมิหรือซูชิได้อย่างเอร็ดอร่อย หรือนำไปปรุงสุกก็เลิศรส คุณจะได้สัมผัสกับไขมันที่ชุ่มฉ่ำ รสชาติอูมามิอันล้ำลึก และความนุ่มละมุนลิ้นที่ละลายในปาก
ปลาไหลทะเล
จังหวัดมิยางิ โดยเฉพาะแถบอิชิโนมากิ เป็นแหล่งผลิตปลาไหลทะเลคุณภาพเยี่ยมที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ปลาไหลทะเลที่เติบโตในท้องทะเลอันอุดมสมบูรณ์มีเนื้อหนาและมีไขมันกำลังดี นอกจากเทมปุระที่กรอบนอกนุ่มฟู ข้าวหน้าปลาไหลทะเลราดซอสรสหวานเค็มกลมกล่อม และการย่างแบบชิรายากิแล้ว ในฤดูหนาวยังนิยมนำมาเป็นวัตถุดิบชูรสน้ำซุปชั้นเลิศของ “เซริหม้อไฟ (Seri Nabe)” เมนูชื่อดังของเซนไดอีกด้วย
หอยแครงญี่ปุ่น (อะคาไก / Akagai)
หอยแครงญี่ปุ่นจากยูริอาเกะ เมืองนาโตริ จังหวัดมิยางิ ได้รับการยกย่องว่าเป็นแบรนด์ระดับท็อปที่ “ยอดเยี่ยมที่สุดในญี่ปุ่นทั้งด้านรสชาติ กลิ่นหอม และสีสัน” เนื้อหอยมีสีแดงสด กรุบกรอบกำลังดี เมื่อเคี้ยวจะได้กลิ่นหอมของท้องทะเลและรสอูมามิเข้มข้น คุณสามารถลิ้มลองวัตถุดิบชั้นสูงที่ร้านซูชิระดับพรีเมียมทั่วประเทศเลือกใช้นี้ได้ในระดับความสดใหม่ที่สุดส่งตรงจากแหล่งกำเนิด
ปลาหมึกยักษ์ (ทาโกะ / Octopus)
ปลาหมึกยักษ์จากแถบชิสึงาวะ ในเมืองมินามิซันริคุ จังหวัดมิยางิ มีชื่อเสียงโด่งดังจนได้รับการขนานนามคู่กับทางตะวันตกว่า “ตะวันตกคืออาคาชิ ตะวันออกคือชิสึงาวะ” เนื่องจากกินวัตถุดิบชั้นสูงอย่างหอยเป๋าฮื้อเป็นอาหาร เนื้อจึงหนาแน่น รสชาติอูมามิเข้มข้นเป็นพิเศษ และมีกลิ่นอายความหอมของหอยเป๋าฮื้ออันเป็นเอกลักษณ์
🍂 เมนูจำกัดเฉพาะฤดูกาล! ประสบการณ์ลิ้มรสอาหารตามฤดูกาลทั้งสี่
เสน่ห์แห่งอาหารของเซนไดและมิยางิอยู่ที่รสชาติของวัตถุดิบตามฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดทั้งปี เพลิดเพลินกับความอร่อยสุดพิเศษเฉพาะฤดูกาลตามช่วงเวลาที่คุณมาเยือน
【ฤดูใบไม้ผลิ – ฤดูร้อน】
หอยสับปะรดทะเล (โฮยะ / Hoya)
โฮยะหรือที่รู้จักกันในชื่อ “สับปะรดแห่งท้องทะเล (Sea Pineapple)” เป็นอาหารทะเลขึ้นชื่อของมิยางิและอิวาเตะ โดดเด่นด้วยรสชาติอันล้ำลึกที่อัดแน่นด้วยความสดของน้ำทะเล เมื่อทานโฮยะแล้วดื่มสาเกหรือน้ำตาม จะสัมผัสได้ถึงรสหวานติดปลายลิ้นอย่างน่าอัศจรรย์
นอกจากซาชิมิและโฮยะนึ่งแล้ว ยังมีเมนูหลากหลาย เช่น ทอดคาราอาเกะ อาจิโย สไตล์สเปน ราเมน และข้าวผัด ช่วงที่อร่อยที่สุดคือฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อน แต่ด้วยเทคโนโลยีการแช่แข็งที่พัฒนาขึ้น จึงสามารถลิ้มลองความอร่อยได้ตลอดทั้งปี
【ฤดูใบไม้ร่วง】
ฮาราโกะเมชิ (Harako-meshi – ข้าวหน้าปลาแซลมอนและไข่ปลาแซลมอน)
“ฮาราโกะเมชิ” มีต้นกำเนิดจากเมืองวาตาริ จังหวัดมิยางิ เป็นอาหารท้องถิ่นประจำฤดูใบไม้ร่วงที่ปรุงจากปลาแซลมอนที่ว่ายทวนน้ำขึ้นมาในช่วงที่อร่อยที่สุด เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่การนำเนื้อปลาแซลมอนฤดูใบไม้ร่วงที่มีไขมันชุ่มฉ่ำไปเคี่ยวในน้ำซุปซีอิ๊วและมิริน แล้วใช้น้ำซุปที่เข้มข้นด้วยรสอูมามินั้นไปหุงข้าว จากนั้นตักข้าวสวยร้อนๆ แล้วโปะหน้าด้วยเนื้อปลาแซลมอนและไข่ปลาแซลมอน (ฮาราโกะ) อย่างจุใจ
ฮิงาชิโมโนะ (Sanriku Shiogama Higashimono – ทูน่าตาโตเกรดพรีเมียม)
“ซันริคุ ชิโอกามะ ฮิงาชิโมโนะ” ที่ขึ้นเทียบท่าที่ท่าเรือชิโอกามะในจังหวัดมิยางิ คือแบรนด์ปลาทูน่าตาโตสด (ไม่ผ่านการแช่แข็ง) ระดับพรีเมียมที่สามารถลิ้มลองได้เฉพาะช่วงฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน – ธันวาคม) เป็นเวลาประมาณ 3 เดือนเท่านั้น โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนซึ่งเป็นช่วงที่ปลามีไขมันมากที่สุด รสชาติที่ได้จากปลาทูน่าสดแท้ๆ เนื้อสัมผัสที่เหนียวนุ่มละมุนลิ้น และรสอูมามิที่หวานเข้มข้นนับเป็นรสชาติชั้นเลิศ
【ฤดูหนาว】
หอยนางรม (คาคิ / Kaki)
หอยนางรมแปซิฟิกของจังหวัดมิยางิอยู่ในช่วงฤดูกาลตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมถึงประมาณเดือนมีนาคม หอยนางรมที่เติบโตในท้องทะเลมิยางิซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารจากภูเขาและแพลงก์ตอน มีเอกลักษณ์ที่ความครีมมี่ รสชาติเข้มข้น และอัดแน่นด้วยความหวานอร่อย มิยางิเป็นอันดับ 1 ของญี่ปุ่นในด้านปริมาณการจับ “หอยนางรมสำหรับรับประทานดิบ” คุณจึงสามารถเพลิดเพลินได้ทั้งแบบสดๆ หอยนางรมชุบแป้งทอดกรอบ ราเมนหอยนางรม หรือบุฟเฟต์หอยนางรมนึ่งแบบไม่อั้น
เซนได เซริ นาเบะ (Sendai Seri Nabe – หม้อไฟผักชีล้อมญี่ปุ่น)
“เซนได เซริ (ผักชีล้อมญี่ปุ่น)” เป็นผักขึ้นชื่อประจำฤดูหนาวของเซนได ในช่วงฤดูกาลตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม (ช่วงพีคคือธันวาคมถึงกุมภาพันธ์) เซริจะมีกลิ่นหอมสดชื่นและเนื้อสัมผัสที่กรุบกรอบ เอกลักษณ์ของเซนไดเซริคือการรับประทานทั้งต้นไม่ว่าจะเป็นใบ ลำต้น รวมถึง “ราก” ที่อัดแน่นด้วยความหวานกลมกล่อม “เซนได เซริ นาเบะ” ที่ต้มในน้ำซุปเป็ดหรือซุปไก่จึงเป็นเมนูประจำฤดูหนาวที่ช่วยสร้างความอบอุ่นให้ทั้งร่างกายและจิตใจ
คิงคะซาบะ (Kinka Saba – ปลาซาบะคิงคะ)
“คิงคะซาบะ” คือแบรนด์ปลาซาบะที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันเป็นพิเศษ จับได้จากน่านน้ำนอกชายฝั่งคิงคะซัง (1 ใน 3 แหล่งประมงที่ยิ่งใหญ่ของโลก) และนำขึ้นเทียบท่าที่ท่าเรืออิชิโนมากิ โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงที่เนื้อปลาจะแน่นและชุ่มฉ่ำไปด้วยไขมันจนได้รับการขนานนามว่า “ปลาซาบะทองคำ”
